ตะกร้า
0
0.00 THB

Art

TREND2018: Art and Craft ศิลปะและหัตถกรรม

ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 19 ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ผู้คนเริ่มหลงใหลของใหม่ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช่างฝีมือและความนิยมในงานศิลปหัตถกรรมลดน้อยถดถอยลงเรื่อยๆ วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งเสริมการสร้างงานศิลปหัตถกรรมขึ้นอีกครั้ง ตั้งแต่การทอ ย้อม และพิมพ์ผ้าด้วยมือ ไปจนถึงการพิมพ์หนังสือด้วยมือ สร้างความตื่นตัวให้แก่บรรดาช่างฝีมือต่างๆ จนในที่สุดมีการก่อตั้ง "กลุ่มช่างศิลป์และหัตถกรรมสมาคม" (Art Worker's Guild and Guild of Handicrafts) และ "สมาคมนิทรรศการศิลปหัตถกรรม" (The Arts and Crafts Exhibition Society) ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปหัตถกรรม (Arts and Crafts Movement) ที่สำคัญและแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรปในรูปแบบของศิลปะแนวใหม่ จนถึงทุกวันนี้ อังกฤษยังคงเป็นประเทศผู้นำในด้านดังกล่าว วินซ์ เคเบิล (Vince Cable) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงธุรกิจ นวัตกรรม และทักษะ กล่าวว่า “นักออกแบบชาวอังกฤษ นักดนตรี นักทำภาพยนตร์ ต่างเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศนี้ให้อยู่บนแผนที่โลกด้วยงานสร้างสรรค์ กลุ่มธุรกิจดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาพิษทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจสร้างสรรค์ของอังกฤษทำรายได้ราว 71 พันล้านปอนด์ต่อปี และสร้างตำแหน่งงานราว 1.71 ล้านตำแหน่ง และคาดหวังว่ากลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะยกระดับและความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจต่อคนรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว” เสริมด้วยคำพูดของซาจิด จาวิด (Sajid Javid) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อ และกีฬา “จากภาพยนตร์ถึงวิดีโอเกม แฟชั่นถึงสถาปัตยกรรม ธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้เป็นกำลังสำคัญอย่างแท้จริง เพราะได้สร้างความเติบโตและดอกผลในธุรกิจ ตลอดจนการจ้างงาน” 

ประเทศไทยมีมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในปี พ.ศ. 2557 สูงถึง 1.61 ล้านล้านบาทจาก 10 สาขา หรือคิดเป็น 13.18 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งหมวดหมู่งานฝีมือและหัตถกรรมมีมูลค่า 87,306 ล้านบาท ตัวคูณผลิตผล (การเพิ่มขึ้นของผลผลิตโดยรวมต่อการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ขั้นสุดท้าย) อยู่ที่ 2.911885446 และตัวคูณมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 0.634783027 นอกจากนี้ จากรายงานพิมพ์เขียวไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบตลาดภายในประเทศ” ยังระบุถึงแนวทางการจัดตั้ง Innovation Hub ในระดับภูมิภาค ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Innovation Hub ทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการผลักดันผลงานสร้างสรรค์ ทั้งนี้จะเน้นการเพิ่มมูลค่าจากศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้อุตสาหกรรมบริการเป็นฐานและเสริมด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของแต่ละภูมิภาค 

ภาพแสดงแนวทางการดำเนินงานของ Creative Hub
นั่นแสดงให้เห็นว่าต่างคนต่างทำ กำลังมุ่งหน้าสู่แนวทางการปฏิบัติร่วมกันภายใต้ศูนย์กลางการพัฒนาของแต่ละภูมิภาค 
อีกด้านหนึ่งคือแนวทางการทำงานแบบหลากสาขา ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ แต่เป็นการประสานกระบวนการผลิตแบบใหม่เข้ากับทักษะฝีมือดั้งเดิมอย่างเข้าอกเข้าใจ
สานความร่วมมือหลากสาขา

เช่นเดียวกับที่ปรากฏในอังกฤษ ที่นั่นมีการรวมตัวของเมคเกอร์นับร้อย ณ  Museum of Science and Industry ในเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ นักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรมหุ่นยนต์ และนักออกแบบ เพื่อหารือและรวมกลุ่มด้านนวัตกรรมและการผลิต เมคเกอร์ที่เรียกว่าขนาดเล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังเครือข่ายสังคมนี้ ถือเป็นหน่วยผลิตที่แท้จริงสำหรับอนาคต เพราะสามารถผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของลูกค้า สะท้อนถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน พื้นที่ดังกล่าวจึงไม่ต่างจากสังคมของผู้ดูแลและจัดหา (Curator) พร้อมทั้งลูกค้ายังมีความสัมพันธ์กับสินค้าและเมคเกอร์มากกว่าแค่เรื่องธุรกิจ แต่คนบางกลุ่มยังมองว่าเมคเกอร์เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์หรือเศรษฐกิจที่เรียกว่า Micro Hipster Economy ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะงานช่างฝีมือและหน่วยการผลิตเป็นมากกว่านั้น และยังมาจากพื้นฐานของการปรับเปลี่ยน (Disruptive) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาหรือค้นพบสิ่งใหม่ๆ เสมอ เช่น การพิมพ์สามมิติ การทำอวัยวะเทียม การออกแบบเทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการปฏิวัติด้านเครื่องแต่งกาย งานช่างฝีมือ และการผลิต แม้จะดูเป็นเพียงเรื่องศิลปะหรือหน่วยการผลิตเล็กๆ น่ารักๆ แต่กลับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้อังกฤษถึง 3.4 พันล้านปอนด์ ทั้งยังมีอิทธิพลต่อหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่ยานยนต์จนถึงสมาร์ทโฟน รวมถึงมีส่วนในการวางกรอบสำหรับแบรนด์และลูกค้า บริษัทอย่างอาดิดาสหรืออิเกียต่างก็สร้างหน่วยการออกแบบที่มีพื้นฐานมาจากงานช่างฝีมือและนวัตกรรมที่อยู่บนการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-Creation) เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ธุรกิจช่างฝีมือใหม่ๆ นั้นไม่ใช่ระบบนายจ้าง แต่เป็นหน่วยธุรกิจขนาดเล็กที่เกิดจากนิเวศของการสร้างสรรค์ แน่นอนว่าเมคเกอร์เหล่านี้ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ แต่การร่วมมือกันของหน่วยย่อยจำนวนนับร้อยนับพันที่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ สามารถสร้างพลังในการเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจได้ไม่ต่างกัน

รู้ช่องทางและคู่แข่ง

แนวทางแบบดีไอวายเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจถดถอย จวบจนเมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ผู้คนก็ยังคงชื่นชอบการประดิดประดอยต่อเนื่องมาในลักษณะกิจกรรมยามว่างมากกว่าผู้เชี่ยวชาญ ตลาดกลางงานฝีมือออนไลน์อย่าง Etsy ที่มีจุดประสงค์ในการเป็นพื้นที่มอบแรงบันดาลใจและสถานที่ซื้อขายสินค้าได้ในคราวเดียว ถือเป็นพื้นที่เชื่อมต่อที่สำคัญ ข้อมูลจาก Bloomberg นิตยสารธุรกิจระบุว่า ธุรกิจดังกล่าวสร้างยอดความต้องการซื้อในตลาดงานฝีมือราว 44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐอเมริกา ในเว็บไซต์มีสินค้าราว 8 ล้านชิ้นที่เพิ่งปล่อยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแฟนๆ สามารถเข้าชมสินค้าดังกล่าวที่มีตั้งแต่หมวกขนวูล เส้นใย จนถึงสามารถออกแบบสินค้าได้ด้วยตนเอง ผู้ขายสินค้าส่วนใหญ่เป็นสตรี จากการสำรวจในปี 2017 พบว่า 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้ขายสินค้าในอังกฤษเป็นผู้หญิงและเกือบครึ่งหนึ่งมีลูกและอยู่กับบ้าน อย่างไรก็ดีช่วงปี 2015 Etsy ต้องเผชิญกับความกดดันเรื่องยอดซื้อขายลดลง และมีร้านขายของที่ไม่ใช่แฮนด์เมดเข้ามา เส้นกั้นระหว่าง Etsy กับร้านขายของทั่วไปเริ่มจางลง ผนวกกับ Amazon มีแพลตฟอร์มของแฮนด์เมดหรือ Handmade at Amazon มาตั้งแต่ปี 2015 โดยสินค้าทุกชิ้นต้องเป็นของแฮนด์เมดจริงๆ (Entirely by Hand) ทั้งยังปรับปรุงระบบให้สามารถติดตามสินค้า มีนโยบายคืนสินค้าภายใน 180 วัน ตลอดจนความได้เปรียบอีกข้อคือมีสินค้าแฮนด์เมดอย่างน้อย 600 รายการที่รวมอยู่ในบริการสมาชิก Amazon Prime ซึ่งลูกค้าที่สั่งซื้อจะได้รับสินค้าภายในไม่เกิน 2 วันโดยไม่คิดค่าส่ง นับเป็นการเพิ่มความสะดวกและสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าและฐานแฟนๆ ออนไลน์ที่มีจำนวนมากอยู่แล้ว เดิมทีตลาดงานแฮนด์เมด Etsy แทบไม่เคยมีคู่แข่งที่ทัดเทียมได้เลย มีเพียงรายเล็กหรือหน้าใหม่บางรายแต่ก็ยังห่างไกล เนื่องจาก Etsy เจาะตลาดเดียวด้วยแพลตฟอร์มสำหรับงานฝีมือและมีลูกเล่นอื่นๆ เสริม ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและการตลาดจากประสบการณ์ในการคลุกคลีกับตลาดงานฝีมือมานาน แต่การเกิดขึ้นของ Handmade at Amazon นับว่าเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง และพิสูจน์ให้เห็นว่างานฝีมือที่ช่วยแก้เครียดยามว่างได้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด พร้อมการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อลดข้อบกพร่องและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการแสดงออก

©newyorkermeetslondon.com

ศิลปะและงานช่างได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรื่องดังกล่าวได้ขยายความจากงานอดิเรกไปสู่การก่อเกิดของพื้นที่ในการสร้างความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น หรือเป็นสะพานเชื่อมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวระหว่างบุคคล เชื่อมต่อกับความรู้สึกของผู้คนและชุมชน ตลอดจนยังเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของบุคคลเล็กๆ ด้วย ในลอนดอน Serpentine Galleries ประจำปี 2017 ดีบีโด ฟรองซิส คีรี (Diébédo Francis Kéré) นักออกแบบและสถาปนิก เชื่อว่าสิ่งปลูกสร้างสามารถมีพลังมหัศจรรย์ในการเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าหากันได้ ให้แรงบันดาลใจ และในขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาสมดุลและคงไว้ซึ่งการรวมกลุ่มของผู้คน การออกแบบงานครั้งนั้นเขาตั้งใจที่จะสร้างโครงสร้างเพื่อเชื้อเชิญผู้คนให้มารวมอยู่ด้วยกัน (Come Together) ภายใต้พื้นที่ที่สามารถแสดงออกและรู้สึกปลอดภัย เช่นเดียวกับในรวันดา พื้นที่ที่ผ่านความโหดร้ายในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างกลุ่มทุตซี (Tutsi) และฮูตู (Hutu) ที่ยังคงทิ้งบาดแผลและความปวดร้าวในจิตใจของเหยื่อที่เหลือรอดมา โครงการบ้านสมานฉันท์ (The Village Gacaca) เป็นโครงสร้างบ้านที่ก่อสร้างจากพื้นฐานของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อิฐทุกก้อนถูกบดปั้นขึ้นรูปจากผู้คนทั้งกลุ่มทุตซีและฮูตู เพื่อสร้างพื้นที่ในการอยู่ร่วมกันหลังสงครามอันโหดร้าย พร้อมค่อยๆ ทลายกำแพงทางความรู้สึกของความคับแค้น ความหวาดระแวง และความกลัวในการฆ่าฟันที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้โครงการยังมีฟาร์มสำหรับการเลี้ยงวัว ซึ่งวัวเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและชนชั้นในสังคมแบบเดิมและเป็นหนึ่งในความขัดแย้ง แต่ที่นี่ได้ใช้กลไกภายใต้ระบบสหกรณ์เพื่อจัดสรรเงินและรายได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหมายรวมถึงงานฝีมือที่สร้างสรรค์โดยทั้งสองกลุ่ม เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาอีกยาวนานก็ตาม

โพสต์เมื่อ :
2562-09-17
 123
ผู้เข้าชม

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์